ตัวตายตัวแทน [ 3 ]

posted on 30 Mar 2008 19:56 by zosazist  in Fiction

Title :: Coppy ตัวตายตัวแทน : part 3 ::

Author : ZosazisT

Category : Drama&Romantic

Pairing : YunHo & JaeJoong , Yoochon & Junsu , Changmin

 

 

                ต้นไม้มากมายถูกบรรจงปลูกขึ้นมาตามแนวสันพื้นหญ้าข้างถนน ใบไม้สีเขียวขจีผลัดใบร่วงโรยตามแรงลมลู่ลงพื้นดินอย่างไร้เสียง สรรพสัตว์ตัวน้อย ๆ ต่างสร้างเสกบ้านหลังน้อย ๆ ของตนตามวิถีชีวิตของมัน นกตัวน้อย ๆ บินไปมาระหว่างรังของตนกับยอดไม้ที่เหลือแต่เศษใบแห้งเหี่ยว ตะงอยปากเล็ก ๆ ของมัน คาบเศษใบไม้แห้ง ๆ บินกลับรัง พลางปล่อยเศษไม้นั้นลงบนรังอย่างเพิ่มขนาด  มันทำอย่างนี้ไปมาหลายครั้งหลายหน จนบ้านของมันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังแข็งแรงพอสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ อีกด้วย เสียงล้อรถจักรยานเสียดสีไปมาบนพื้นถนน ทั้งเสียงโซ่ดัง แครก ไปมาเมื่อถูกใช้งาน เสียงพูดคุย ดังมาตลอดเส้นทางของคนทั้งคู่ทำเอาบรรดานกที่เร่งสร้างบ้านของตนหลบเข้าพุ่มใบไม้อย่างอำพรางตัว

 

                จุนซูเป็นเพื่อนกับยุนโฮมาตั้งหลายปี เขาเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของผมที่ผมมีมา ยุนโฮเป็นเพื่อนที่ดีนะฮะ ถึงแม้ว่าจะชอบทำเป็นเก๊กก็เหอะ เวลาจุนซูเดือดร้อน ก็ได้เขานี่แหละ คอยช่วยเหลือมาตลอด ปากก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่ก็แอบไปหาทางช่วยให้ตลอดทุกครั้ง  นี่สินะฮะที่เขาเรียกกันว่าเพื่อนน่ะ

 

                ...

 

                แต่ครั้งนี้ จุนซูไม่รู้ว่าจะช่วยเพื่อนเพียงคนเดียวของจุนซูยังไงดี ทุกอย่างมันน่ากลัวไปหมด  ทั้งหม่ามี๊แจจุง ทั้งยุนโฮ จุนซูเข้าหน้าใครไม่ติดเลยจริง ๆ   เสียงหวานติดแตกหนุ่มเงียบลงพร้อม ๆ กับที่ซบใบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้าง มือเล็กผละออกจากที่จับท้ายรถจักรยาน ก่อนจะสอดแขนไปด้านหน้าคล้องเอวหนาของร่างสูงไว้  ร่างเล็กหลับตาลงอย่างต้องการพักสายตา  ทิ้งทุกอย่างรอบตัวไปสักพัก ปลดปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่าไปกับสายลม 

 

                จุนซูครับ ถึงพี่จะไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไรมากมาย พี่เองก็พบเจอกับปัญหามามากมาย ทั้งหนักทั้งเบา แต่พี่เองก็สามารถผ่านพ้นไปได้ทุกครั้ง ขอแค่เรามีกำลังใจที่จะสู้ ไม่ท้อถอย  ไม่ยอมแพ้ อย่าไปบีบเร่งรัดรีบร้อนให้ทุกอย่างมันแย่ไปยิ่งกว่าเดิม  ค่อยเป็นค่อยไปนะครับ พี่เชื่อ ว่าจุนซูสามารถผ่านพ้นมันไปได้ พี่เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ นะครับ ยูชอนกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาพอให้คนด้านหลังได้ยิน แรงกดทับที่เพิ่มขึ้นจากทางด้านหลัง ก็พอจะทำให้รู้ว่าคนด้านหลังคงปล่อยใจไปไกลแล้วจริง ๆ คงไม่ได้ฟังที่เขาพูดเลยสินะ คุณจุนซู ยูชอนยังคงปั่นจักรยานต่อไปเรื่อย ๆ ตามทางที่เคยไปส่งคนด้านหลัง

 

                ไม่นานยูชอนก็พาจุนซูมาส่งถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย มือหนาตบลงเบา ๆ ที่ท่อนแขนของร่างเล็ก  หัวยุ่ง ๆ สะดุ้งขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจแบบคนพึ่งตื่นนอน มือเล็ก ๆ ยกขึ้นปิดปากหาวอย่างไม่เกรงใจสายตาคนมอง ร่างเล็กเตรียมจะก้าวขาเข้าบ้านแต่ก็ต้องชะงักหันมามองคนด้านหลัง

 

                เข้ามาก่อนไหมล่ะ ?

 

.

.

.

.

.

 

                คิมแจจุงเป็นโรคที่ผู้คนหวาดกลัว โรคที่แจจุงเป็น  เป็นโรคที่เจ้าตัวเองก็จะไม่สามารถบังคับตัวเองได้ แต่ก็จะเกิดเป็นเพียงแค่บางครั้ง อย่างกรณีที่ยุนโฮเจอมา นั่นก็เป็นอาการของโรคชนิดนี้ คือจะพยายามทำร้ายตัวเอง หรือบางครั้งอาจจะถึงกับพยายามทำร้ายคนใกล้ตัว หากไม่สามารถหยุดอาการนี้ได้ คนไข้เองก็สามารถที่จะลงมือฆ่าคนเลยก็ได้ แต่อาการที่แม่ของยุนเป็น ก็คล้ายกับอาการของคนเป็นบ้า  ตลอดมาอาเองก็พยายามรักษามาตลอด แต่พยายามอย่างไรอาก็ทำได้เพียงแค่ช่วยให้อาการมันเกิดขึ้นได้ยากขึ้นเท่านั้น นานแล้วนะที่แจจุงไม่เกิดอาการนี้ให้เห็น ก็ตั้งแต่มียุนโฮเข้ามานี่แหละ แต่เพราะอะไรอาการมันถึงกลับมาอีกครั้ง อาก็ต้องตรวจดูให้ละเอียดอีกครั้ง  แต่ถ้าให้อาสันนิษฐาน อาว่าอาการแบบนี้อาจเป็นการพัฒนาของโรคชนิดนี้ อาพยายามจะให้แจจุงเขาได้รับการรักษาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่แจจุงเขาปฏิเสธ เป็นเพราะอะไร อาว่ายุนคงรู้ดีนะ

 

                ต่อจากนี้ ทุกอย่างจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของยุนโฮแล้วล่ะ แต่อาของบอกไว้อย่างนะ ว่าทุกวันนี้ที่แม่ของยุนยังทนอยู่ได้  นั่นก็เพราะยุนคือเหตุผล

 

                เพราะยุนโฮคือชีวิตของคิมแจจุง ชางมินเล่าเรื่องทุกอย่างให้กับยุนโฮฟัง แม้ว่าจะให้สัญญาไว้กับแจจุง แต่หากปิดบังเรื่องราวนี้ไว้ แจจุงเองจะต้องกลัวกับการสูญเสียไปตลอดชีวิตเลยรึยังไงกันล่ะ สู้บอกให้รู้แล้วรู้กันไปเลยไม่ดีกว่าหรอ ชางมินคิดก่อนจะเดินออกจากห้อง ทิ้งเด็กชายให้จมกับปัญหาใหญ่ที่ต้องตัดสิน...เพียงลำพัง

 

                คิมยุนโฮคนนี้ใช่ไหมฮะที่คือชีวิตของคิมแจจุง ไม่ใช่เขาคนนั้น ชองยุนโฮ ? คำถามสุดท้ายถูกถามออกมาทันทีกับที่เสียงประตูถูกปิดลง พร้อมกับความลับที่ยังคงถูกเก็บไว้ในอดีตอีกครั้ง

 

                จะเลือกสิ่งใดกันแน่ คิมยุนโฮ

 

                จากไปงั้นหรือ ? ทั้งที่รัก ทั้งที่เฝ้ารอ ทั้งที่ยอมถูกขีดเส้นชีวิตมาโดยตลอด แต่ก็รับไว้ด้วยหัวใจอย่างเต็มใจไม่ใช่หรอ ทนได้งั้นหรือ หากต้องจากลากันไปจริง ๆ ทำไมถึงต้องทิ้งให้คนที่เรารักอยู่เพียงลำพัง ต่อสู่กับชีวิตที่เหลืออย่างโดดเดี่ยว แล้วแจจุงจะอยู่ได้รึเปล่า หากขาดยุนโฮคนนี้

 

                หม่ามี๊จะอยู่ได้ไหมฮะ หากไม่มีลูกอย่างยุนโฮอยู่เคียงข้าง

 

.

.

.

.

.

 

                หลังจากที่เจ้าของบ้าน คิมจุนซู ชวนยูชอนให้เข้ามาภายในบ้าน  ก็ทำเอาชายหนุ่มเองทำอะไรไม่ถูกตั้งแต่ก้าวข้ามประตูเข้ามาภายในแล้ว ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับบ้านหลังนี้โดยเฉพาะโดยเน้นไปทางแนวร่วมสมัยที่ไม่ว่ากี่ปีก็ยากที่จะตกรุ่น ถึงแม้ว่าบ้านจะไม่ใหญ่โตมากเท่าบ้านหลังตรงข้าม แต่ก็ถือว่าใหญ่พอตัวสำหรับการอยู่คนเดียว  จุนซูเดินขึ้นไปด้านบน เรียกสายตาคมของชายหนุ่มให้แหงนตามองตามเด็กหนุ่มขึ้นไป เสียงประตูห้องที่จุนซูเข้าไปปิดลง ยูชอนผละสายตาจากร่างเล็ก ก่อนจะเดินไปสำรวจรอบ ๆ ตัวบ้านอย่างถือวิสาสะ 

 

                กลางบ้านถูกตกแต่งคล้ายสวนเล็ก ๆ ที่มีสระน้ำพอให้ว่ายบันเทิงอารมณ์ชั่วคราว ด้านบนโล่งโปร่งแสงมีเพียงกระจกใสปิดกั้นไม่ให้แรงฝนแรงลมพัดเทลงมาด้านล่าง พื้นไม้ระแนงที่ถูกวางพาดเรียงอย่างเป็นระเบียบตามขอบแนวริมสระเลยกินเข้ามาราว ๆ ประมาณสองเมตรเห็นจะได้  นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่หรูหราเกินจำเป็น ชายหนุ่มลากขายาว ๆ ที่เดินไปทั่วบ้านมาหยุดนั่งลงที่ข้าง ๆ สระน้ำ บนเก้าอี้ไม้ที่เหมือนจะถูกนำมาวางเพื่อให้เข้าชุดในบริเวณนี้  หลังจากนั้นไม่นาน เด็กหนุ่มก็ลงมาด้านล่างด้วยชุดลำลองสบาย ๆ เสื้อยืดคอวีสีอ่อน ๆ กับกางเกงขาสั้นที่เอาไว้ใส่เวลาอยู่บ้าน  จุนซุเดินมาหยุดนั่งริมขอบสระด้านข้างยูชอน แต่ผิดที่ขาสั้น ๆ นั้นหย่อนลงไปในสระน้ำเล็ก ๆ แต่ตัวยังคงนั่งอยู่บนขอบสระ 

 

                แปลกใจรึเปล่าฮะ ว่าทำไมจุนซูถึงมาอยู่ที่บ้านหลังนี้คนเดียว จุนซูพูดโดยที่ยังไม่มองหน้าชายหนุ่มแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าร่างเล็กนั่งด้านล่าง ชายหนุ่มเองก็ลงมานั่งข้าง ๆ เด็กหนุ่มแทน

 

                ไม่แปลกอ่ะ ยูชอนตอบหวังจะให้ร่างเล็กมีสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเมื่อเช้า แต่กลับทำเอาจุนซูเบ้หน้าอย่างหมั่นไส้แทน

 

                ทำไม ? คิดว่าบ้านผมรวยถึงขนาดสร้างบ้านให้ผมอยู่คนเดียวเลยรึไง จุนซูพูดอย่างประชดชายหนุ่ม แต่หากทำความเข้าใจในน้ำเสียงนั้นอีกสักหน่อย คงจะรู้ว่าในน้ำเสียงนั้นแฝงความเศร้าใจไว้เพียงใด

 

                แม่ตาย พ่อแต่งงานใหม่ ถูกไล่ให้มาอยู่คนเดียว ถูกตัดขาดกับบ้านหลังใหญ่ ที่ได้ก็มีแค่เงิน  กับนามสกุล ทั้ง ๆ เป็นเรื่องที่สมควรจะร้องไห้ แต่จุนซูก็ไม่รู้ว่าจะร้องไห้ไปเพื่อใคร นอกจากนึกสมเพชตัวเอง เพียงแค่คำพูดไม่กี่กำของเด็กหนุ่ม กลับทำเอายูชอนเองรู้สึกผิดขึ้นมาจับใจ สีหน้าของร่างเล็กดูหมองลงนิด ๆ เหมือนพยายามกลั้นความขมขื่นที่ต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง รอยยิ้มที่ดูยังไงก็คงเป็นการฝืนออกมา ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกสงสารจับใจ

 

                ก็มีแต่ยุนโฮนี่แหละ ที่คอยอยู่เคียงข้าง ไม่งั้นก็คงต้องโดดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ไปจนตายล่ะมั้ง เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นมาจากริมฝีปากอิ่ม น้ำใส ๆ รื้อขึ้นมาเรื่อย ๆ เมื่อนึกถึงความอ้างว้างที่ได้รับมาตลอด ก่อนจะไหลออกมาเป็นทางเมื่อยูชอนพูดอะไรขึ้นมา

 

                ให้พี่อยู่ข้าง ๆ ไหม ถึงจะเป็นยาม แต่ยามคนนี้ก็ช่วยคลายเหงาได้นะครับ มือหนาเอื้อมไปแตะเบา ๆ ที่ไหล่เล็ก อย่างให้กำลังใจ  ร่างเล็กโผเข้าหาร่างหนาอย่างต้องการที่พึ่งพิง ลำแขนเล็ก ๆ โอบกอดเอวหนาไว้อย่างแรงพลางปล่อยสะอื้นลงกับเสื้อของชายหนุ่ม  ยูชอนยกแขนของตนโอบกอดร่างเล็กอย่างเก้ ๆ กัง ๆ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าจุนซูไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว

 

                ผ่านไปหลายนาทีกว่าตัวเล็กจะยอมหยุดสะอื้น มือหนาลูบเรือนผมบนหัวกลมเล็กอย่างเบามือ จุนซูผละออกจากร่างหนา พลางก้มหน้างุดไม่ยอมมองหน้าชายหนุ่ม ทำเอายูชอนเองนึกสงสัย ก่อนจะก้มมองใกล้ ๆ แต่ก็ยังไม่เห็น นิ้วเรียวเกลี่ยผมที่ปกข้างแก้มขึ้นทัดหูก็พบว่าแก้มที่เคยขาวกลับแดงจัดคล้ายลูกเชอร์รี่สุก  จุนซูลุกขึ้นเดินหนี  แต่ก็ยังช้ากว่ามือหนาที่คว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน

 

                เดินหนีพี่ทำไมอ่ะ โกรธอะไรพี่หรอครับ ยูชอนถามอย่างสงสัย แต่ตัวเล็กก็ยังไม่มีทีท่าจะยอมปริปาก ได้แต่พยายามแกะมือหนาให้ปล่อยออกจากการเกาะกุม  ยิ่งเห็นปฏิกิริยาที่แปลกไปก็ยิ่งทำให้ยูชอนรู้สึกแปลก ๆ แทนที่จะปล่อยข้อมือบางกลับรัดแน่นมากขึ้นเสียจุนซูต้องเผลอร้องครางออกมาด้วยความเจ็บ

 

                เมื่อไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร มือเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ถูกยึดก็ได้ทีผลักอกแกร่งอย่างแรงจนร่างสูงเซตกลงสระน้ำอย่างตกใจ แต่จุนซูเองก็คงจะลืมไปเหมือนกันว่า มืออีกข้างของตนก็ยังคงถูกมือใหญ่ ๆ จับไว้เช่นกัน จึงเป็นอันว่า ร่างบางถูกแรงจากคนถูกผลักตกน้ำทำให้ตกลงไปด้วยกันทั้งคู่

 

                ตูม ฟองน้ำกระเด็นกระดอนขึ้นมาตามไม้ระแนงริมขอบสระ น้ำที่ปริ่มอยู่ในตอนแรกล้นปรี่ออกมา ไม่นานทั้งสองก็โผล่ขึ้นมาจากใต้สระ  ปากเล็ก ๆ อ้าขึ้นหอบอย่างกระหายในอากาศ เหมือนคนข้างกายที่เปิดปากรับอากาศเข้าปอดไปเต็ม ๆ

 

                ผลักพี่ทำไมเนี่ย !! ยูชอนพูดกับจุนซูอย่างหัวเสีย เมื่อชุดฟอร์มทำงานของตนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ อย่างนี้จะไปทำงานได้อย่างไงกัน

 

                แล้วพี่ยูชอนมาจับมือผมไว้ทำไมล่ะ ก็ผมเจ็บนี่ !! ทั้งที่พูดออกไปอย่างนั้น แต่สายตาก็ยังไม่หันไปมองคนที่พูดด้วยเลยสักนิด แต่กลับกำลังมองรอบข้อมือของตนที่แดงก่ำเป็นรอยนิ้วมือ พลางจับอย่างเจ็บ ๆ มือหนาคว้าข้อมือบางไปดูอย่างเบามือ ก่อนจะแสดงสีหน้าขอโทษ

 

                พี่ขอโทษ เจ็บมากไหมครับ น้ำเสียงอ่อนโยนที่ถูกถ่ายทอดออกมา ทำเอาจุนซูรู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าว แต่กลับต้องร้อนยิ่งกว่าเดิมเมื่อใบหน้าของชายหนุ่มเลื่อนเข้ามาใกล้ ก่อนจะเป่าเบา ๆ บริเวณข้อมือเล็กนั้น จุนซูนิ่งอึ้งไม่คาดคิดว่าจะได้รับการกระทำอันแสนจะอ่อนโยนจากชายผู้นี้ เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าร่างเล็กนิ่งไปก็เหลือบสายตาขึ้นมอง ก็พบว่าดวงตาเล็ก ๆ คู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่ตนอยู่พอดี ริมฝีปากหนากดประทับลงบนรอยแดงรอยหนึ่งอย่างแผ่วเบา พลางชำเลืองมองดูปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม จุนซูรู้สึกหัวใจเต้นรัวขึ้นมาทันทีเมื่อริมฝีปากหนาได้สัมผัสกับข้อมือของตน   ร่างบางผละออกห่างจากร่างหนา เตรียมจะขึ้นจากสระ แต่ทันทีที่มือจับกับราวบันไดก็รู้สึกเจ็บแปลบจนต้องปล่อยมือทำให้ร่างเล็กหงายหลังลงน้ำอีกครั้ง 

 

                จุนซู !!  

   

.

.

.

.

.

 

                อ้ะ !! นี่ผ้าเช็ดตัว อาบห้องข้าง ๆ ไปก่อนละกัน ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ถูกส่งให้ชายหนุ่มที่ยืนตัวเปียกอยู่หน้าห้องนอนเด็กหนุ่ม ยูชอนรับมาอย่างยิ้ม ๆ ผิดกับจุนซูที่ปิดประตูใส่หน้าไล่เสียงดัง ชายหนุ่มเดินไปห้องข้าง ๆ ตามที่เจ้าของบ้านว่า พลางพาดผ้าผืนโตไว้บนบ่ากว้างอย่างอารมณ์ดี

 

                หลงเด็กคนนี้เข้าแล้วสิไอ้ปาร์ค ปาร์คยูชอนคิดอย่างมีความสุข  ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องข้าง ๆ แทน

 

                ผ่านไปหลายชั่วโมงหลังจากที่ยูชอนอาบน้ำเสร็จ ชายหนุ่มเลยออกมายืนรออยู่ตรงราวบันไดหน้าห้องเด็กหนุ่ม แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าคนข้างในจะออกมาเสียที ความกังวลบวกกับความสงสัยทำเอาชายหนุ่มใจกล้าที่จะลองเปิดประตูเข้าไปดู แต่เพื่อความมั่นใจ ยูชอนเองเลยลองเรียกจุนซุหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่มีเสียงแว่วตอบกลับมา คำถามครั้งสุดท้ายถูกส่งไปยังคนด้านใน แต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ความเป็นห่วงร่างเล็กเกาะกุมจิตใจชายหนุ่มอย่างยิ่ง มือหนาผลักประตูบานหนักอย่างช้า ๆ พอให้สายตาคู่คมสามารถมองรอดผ่านเข้าไปสำรวจได้ สายตาคมสอดส่ายหาร่างบาง กลับไม่เห็น ร่างหนาเลยถือโอกาสแทรกตัวผ่านบานประตูแคบ ๆ อย่างไม่มีเสียง แต่ทันทีที่ได้มาหยุดอยู่ด้านใน กลับทำเอาหัวใจแทบจะหยุดเต้น

 

                เด็กหนุ่มยังคงอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีครีมนวลคล้ายไส้ขนมหวานที่วางขายเกลื่อนตามท้องถนน เสื้อคลุมตัวใหญ่ลู่ลงจนไหล่ตก กับผ้าคาดเอวเส้นเล็ก ๆ ที่ผูกเกี่ยวไว้อย่างปิดกั้นบังสายตาคนมอง ลำคอขาวที่โผล่พ้นขอบปกเสื้อทำเอาคนแอบมองต้องแอบกลืนน้ำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า  มือเล็ก ๆ ยังคงทำหน้าที่ต่อไป ผ้าเช็ดหัวเล็ก ๆ ถูกขยี้ลงบนหัวกลม ๆ อย่างเบามือ  น้ำเม็ดเล็ก ๆ ตามเส้นผมแตกกระจายไปทั่วบริเวณ น้ำใส ๆ ไหลลงตามไรผมที่แนบติดผิวเนียน เรื่อย ๆ จนหายลับเข้าไปภายใต้สาบเสื้อหนา

 

                เช็ดแบบนั้นเมื่อไรจะแห้งล่ะ ยูชอนเผลอคิดเมื่อเห็นกิริยาของคนที่แอบมอง ขายาว ๆ ก้าวเข้าไปหาคนตัวเล็กอย่างไม่สามารถบังคับตัวเองได้

 

..... ก็ใจมันพาไป ใครจะห้ามไหว .....

 

มือใหญ่คว้าผ้าผืนเล็กมาถือไว้ซะเอง ก่อนจะขยี้ลงบนหัวเล็ก ๆ อย่างแรง พลางหัวเราะอย่างชอบใจ จุนซูร้องออกมาอย่างตกใจทั้งกับการกระทำอันรุนแรง ทั้งตกใจที่มีคนเข้ามาถึงในห้องนอนซึ่งเป็นสถานที่ส่วนตัวของเขาได้ มือเล็ก ๆ พยายามปัดน้ำใจที่ร่างสูงมอบให้ ยูชอนเช็ดหัวตามแบบที่ทำให้ตัวเองเป็นประจำให้เด็กหนุ่มจนหัวกลม ๆ นั้นโยกไปตามแรงที่ถูกส่ง เมื่อเห็นว่าเส้นผมเริ่มจะคลายตัวจากกันแล้ว  ผ้าผืนเล็กจึงถูกส่งคืนให้เจ้าของเหมือนเดิม

 

เข้ามาทำไมเนี่ย !!! “ เสียงแตกหนุ่มติดหวานตะคอกใส่หน้าคนที่กำลังหัวเราะให้เงียบลงฉับพลัน ยูชอนตีหน้าขรึมอย่างพยายามปกปิดความอายที่เข้าห้องคนอื่นมาโดยวิสาสะ แต่ที่ต้องการจะปกปิดคนตรงหน้าจริง ๆ น่ะ ก็ไอ้ความเขินที่คิดเป็นห่วงเป็นใยนี่แหละ

 

ก็ เอ่อ ใช่ !! จุนซูไม่ได้ให้เสื้อผ้าพี่มา แล้วพี่จะเอาอะไรใส่ละครับ ? เมื่อหาข้อแก้ตัวได้ ร่างเล็กเลยมองสำรวจตามคำที่ร่างสูงว่า  ร่างกำยำสมส่วนอย่างคนใช้กำลังเผยออกมาผ่านกล้ามเนื้อที่ไร้การปกปิด พาเอาร่างกำยำเขินกับสายตาที่มองมาไปด้วย

 

มองอะไรนักหนาครับ ? เหมือนจะสุภาพนะ จุนซูค่อนคอดในใจ ก่อนจะสวนกลับไปจนยูชอนได้แต่หัวเราะเก้ออยู่คนเดียว

 

มองคนหน้าด้าน ! “ แต่กลับถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะเฉกเช่นเสียงของปลาโลมาเวลาพ่นน้ำแทน

.

.

.

.

 

ยุนโฮ๊วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว เสียงหวีดแหลมสูงดังขึ้นมาจากภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ที่หน้าประตูถูกเขียนไว้ว่า คนไข้พิเศษ คิมแจจุง เหล่าทีมแพทย์นางพยาบาลวิ่งกรูเข้าห้องที่เป็นต้นกำเนิดของเสียงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์เช่นนี้มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่แจจุงรู้สึกตัว ชื่อเพียงชื่อเดียวที่ร่างบางจะเรียกออกมาจากริมฝีปากบางที่เริ่มเปลี่ยนสีเป็นม่วงคล้ำชวนน่าสงสาร ร่องรอยขัดขืนตามข้อมือข้อเท้าที่ถูกมัดชิดกับขอบเตียง ยิ่งทำให้ร่างบางคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเก่า ลำตัวบางโก่งขึ้นอย่างทรมานเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่ตนกำลังได้รับ พลางขัดขืนจากการจับกุมของทีมแพทย์ที่พยายามฉีดยาระงับประสาทให้ แจจุงหยุดร้องโวยวาย พลางมองตามข้อแขนที่กำลังถูกเข็มเล็ก ๆ เจาะผ่านเนื้อหนังอย่างไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด

 

..... ก็ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันเจ็บยิ่งกว่าเยอะ ..... 

 

..... จบแล้ว .....

 

..... ทุกอย่างมันจบแล้วใช่ไหม .....

 

..... ไม่มีเขาคนนั้นอยู่เคียงข้างกันอีกแล้วใช่ไหม .....

 

..... ไม่มีคิมยุนโฮ ลูกของคิมแจจุงคนนี้อีกแล้วใช่ไหม .....

 

..... ทุกคนทิ้งกันไปหมด ไม่มีใครรักแจจุงจริง ๆ สักคน ไม่มีใครมีความจริงใจให้เลยสักนิด .....

 

..... เกลียด เกลียด เกลียด เกลียดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด .....

 

ฉัน เกลียด แก !! ไม่มีเสียงหวีดแหลมอย่างทุกครั้ง มีเพียงเสียงคำรามเบา ๆ ในลำคอ ที่จะฝังอยู่ในความทรงจำ และคอยตอกย้ำหัวใจของคิมแจจุงคนนี้ตลอดไป

 

.

.

.

ความรัก คือ  สิ่งที่ผู้คนถวิลหา

ความอาฆาตแค้น คือ สิ่งที่ผู้คนเกรงกลัว

ความเฉยชา คือ สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีชีวิต

.

.

.

 

 

 

 

To Be Continue ..... 

 

ตัวตายตัวแทน [ 2 ]

posted on 30 Mar 2008 19:54 by zosazist  in Fiction

Title :: Coppy ตัวตายตัวแทน : part 2 ::

Author : ZosazisT

Category : Drama&Romantic

Pairing : YunHo & JaeJoong , Yoochon & Junsu , Changmin

 

 

ค่ำคืนที่แสนยาวนานหมดลงยามแสงแดดจ้าเริ่มส่องเข้ามาภายในห้องคอนโดผ่านกระจกบานใส ที่ได้เปิดผ้าม่านไว้เกือบหมด ความหนาวเย็นที่ยังคงแผ่ซ่านมาจากเครื่องปรับอากาศบนเพดานยังคงทำงานได้อย่างไม่บกพร่องต่อหน้าที่ นี่ถ้าเป็นคนคงได้รับโบนัสอย่างงามแน่

 

เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ที่เมื่อได้รับความหนาวเย็น ต่างก็ย่อมแสวงหาความอบอุ่นให้กับร่างกายของตน ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างคนสองคนที่ยังคงนอนจมกองผ้าห่มบนเตียง แทนที่ผ้าผืนหนาจะถูกนำมาห่อคลุมร่างกายจากสภาพอากาศ กลับถูกหมางเมินอย่างไร้ค่า เมื่อร่างเปลือยกายอย่างบุรุษเพศเกยก่ายกันอย่างหาไออุ่น ใบหน้าเด็กของร่างหนาซุกอิงแอบกับเส้นผมนุ่มของคนโอบกอดอย่างสบายใจ เมื่อจังหวะการหายใจของเด็กหนุ่มดูเชื่องช้า ราวกับจะถ่วงเวลา ผิดกับร่างบางที่ถูกเกยกอด ดวงตาใส ๆ เหมือนคนพึ่งผ่านการร้องไห้ลืมโพลง ดวงหน้าหวานเชยขึ้นมองใบหน้าของเด็กหนุ่ม อย่างจับจ้องไม่วางตา น้ำใสรื้อขึ้นมาอีกครั้ง

 

ทำไมกัน ทั้ง ๆ ที่พยายามแล้ว แต่ทำไม ถึงยังไม่สามารถรักเด็กคนนี้ อย่างเขาคนนั้นได้

 

ทำไม ถึงไม่สามารถรัก คิมยุนโฮคนนี้ได้

 

ทำไมหัวใจ ยังคงพร่ำหาแต่ ชองยุนโฮคนเก่า

 

ทำไม กัน ?

 

ความรู้สึกผิดมากมายก่อตัวขึ้นภายใต้จิตใจแจจุง  ทั้งคำถามที่หาคำตอบไม่ได้มาตลอดเวลาที่ได้เลี้ยงดูเด็กคนนี้  ทั้งความสับสนในรูปลักษณ์ที่เหมือนเสียจนให้แจจุงแอบคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า เขาคนนั้นกลับมาเขาอีกครั้ง แต่ทำไม ทั้ง ๆ ที่เขาคิดไปถึงขนาดนั้น ก็เหมือนว่าจิตใต้สำนึกไม่อาจยอมรับคิมยุนโฮในฐานะลูกของเขาได้เช่นกัน

 

ใช่แล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามที่ทุกคนคิด ว่าเขาได้หลงรักลูกของเขาเอง รู้ว่าผิด รู้ว่าไม่ควร แต่ก็ไม่อาจห้ามความรู้สึกนี้ได้  ไม่อาจต่อต้านได้ เพียงแค่คิดว่ายุนโฮจะมีใคร จะรักใครคนอื่นที่ไม่ใช่ตนก็ไม่อาจห้ามความรู้สึก ที่เรียกว่า หึง ถ้าจะพูดให้ถูก คือทั้งหึงทั้งหวงนั่นแหละได้ และเขาเองก็ไม่อาจก้าวเดินเพียงลำพังได้อีกต่อไปหากไม่มี  คิมยุนโฮ เด็กหนุ่มที่กำลังโอบกอดเขาอยู่ในตอนนี้ เดินเคียงข้างไปพร้อม ๆ กัน

 

แรงกดที่ช่วงหลังทำเอาแจจุงสะดุ้งหลุดออกจากความคิด ลำแขนแกร่งกระชับเอวคอดให้อิงแนบชิดร่างหนา นิ้วเรียวยาวยกขึ้นสัมผัสดวงหน้าสวยอย่างเชื่องช้า สีหน้ายามทะเล้นกลับแลดูอบอุ่นขึ้นมาทันตาเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นใต้ดวงตา นิ้วเรียวลากผ่านคราบน้ำตาเป็นแนวยาวก่อนจะยกขึ้นกระชับโหนกแก้มขาวเนียนซีดอย่างทะนุถนอม

 

ร้องไห้ทำไมหรอฮะ หม่ามี๊ร้องไห้เรื่องยุนรึเปล่า ? หม่ามี๊โกรธยุนหรอ โอ๋ ๆ อย่างร้องเลยนะฮะ ร้องแล้วตาหม่ามี๊จะช้ำ ทีนี้หม่ามี๊ก็จะแก่ไวนะฮะ ถึงจะพูดออกไปอย่างนั้น แต่แรงกอดกลับแน่นขึ้นเสียจนแจจุงรู้สึกอึดอัด แต่คนอึดอัดกลับไม่ได้คิดอย่างนั้น.....อบอุ่น

 

.....อบอุ่นถึงหัวใจ.....

 

แจจุงยิ้มให้ตัวเองอย่างเขินอายกับความคิดบ้า ๆ ของตนเอง แต่อยู่ ๆ ร่างบางกลับกระตุกขึ้นมาอย่างแรง มือบางยกขึ้นกุมหัวพลางบิดตัวออกจาอ้อมแขนของเด็กหนุ่มอย่างทรมาน นิ้วเรียวเล็กสอดเข้าขยุ้มกลุ่มผมนิ่มอย่างแรง ทั้งทึ้งเส้นผมทั้งกรีดร้องไปในคราวเดียวกัน ร่างบางบิดเกร็งไปมาอยู่บนเตียงชิดขอบผ้าขาว คล้ายจะตกลงข้างล่าง แต่ก็ช้ากว่าลำแขนแกร่งที่คว้าตัวไว้ได้ทันเวลาอย่างหวุดหวิด ยุนโฮคว้าร่างของแจจุงที่บิดส่ายอย่างบ้าคลั่งเข้าอ้อมกอดพลางรัดแน่น พยายามส่งเสียงเรียกสติของร่างบางให้กลับมา ด้วยไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น   มันคืออะไร

 

หม่ามี๊ หม่ามี๊ หยุด หยุดทำร้ายตัวเองได้แล้ว หม่ามี๊ ยุนบอกให้หยุด ได้ยินไหม หยุด หยุดสิ ฉันบอกให้หยุดทำร้ายตัวเองยังไงเล่า โถ่เว้ย !! จากน้ำเสียงอ่อนโยนถูกพรั่งพรูออกมาเสียกลายเป็นตะโกนใส่หน้าร่างบางไม่ยั้ง เหมือนทุกคำพูดไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของร่างบางเลยแม้แต่น้อย เมื่อแจจุงยังคงไม่หยุดทำร้ายตัวเอง เส้นผมยาว ๆ หลุดล่วงกระจายอยู่เต็มพื้นเตียงสีขาว  ทั้งรอยขีดข่วนตามแขนเรียวเล็กที่ขึ้นรอยแดงไปทั่วทั้งแขน ยุนโฮมองตามรอยแผลบนตัวแจจุงอย่างร้อนรน ก่อนสายตาจะเบิกโตอย่างตกใจเมื่อเล็บยาว ๆ ที่แจจุงชอบไว้ยาวเตรียมจิกข่วนลงบนใบหน้าสวยของตน  ยุนโฮคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กอย่างทันท่วงเวลา มือใหญ่รวบข้อมือเล็กทั้งสองไว้อย่างแน่นกุม พลางตะโกนเรียกสติอย่างไม่หยุดหย่อน  ใบหน้าสวยถูกเม็ดเหงื่อเกาะพราวไปทั่ว พลางหอบหายใจอย่างเหนื่อยกำลัง   ก่อนที่ร่างบางจะพยายามดีดดิ้นให้หลุดจากการเกาะกุมของร่างหนากว่า เสียงกรีดร้องครางยังคงดังออกมาอย่างทรมาน  ใบหน้าของยุนโฮถูกเล็บยาวข่วนจนเกินผื่นแดง ตาเรียวปิดลงอย่างหลีกเลี่ยง  ก่อนเลือดสด ๆ จะไหลมาตามรอยแผลยาว

 

หยุด ! หม่ามี๊ หยุดเดี๋ยวนี้ 

 

คิมแจจุง ฉันบอกให้หยุด !! “ ยุนโฮเบ่งออกมาจนสุดเสียง ไม่แพ้กับแจจุงที่หลุดเสียงออกมาจนตัวโก่ง ส่งผลให้ลำคอแดงระเรื่อจากการใช้เสียงมากเกิน ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะหมดแรงหล่นในอ้อมแขนเด็กหนุ่มสุดตัว

 

ยุนโฮมองสภาพร่างกายของแจจุงอย่างทรมานแทน น้ำหูน้ำตาไหลออกมาอย่างท่วมท้น ทั้งกังวลกับอาการประหลาด ทั้งกลัวกับเหตุการณ์ที่แปลกใหม่ ทั้งกลัวกับการสูญเสีย กลัว กลัวไปเสียทุกอย่าง กลัวว่าจะเสียหม่ามี๊ กลัวว่าคิมแจจุงคนนี้จะตาย

 

..... กลัว .....

 

ทั้ง ๆ ที่ความกลัวยังคงครอบคลุมจิตใจอยู่ แต่ยุนโฮกลับรีบใส่เสื้อผ้าให้ร่างบางกับตัวเอง  แล้วจึงรีบช้อนร่างบางขึ้นเข้าอ้อมแขน   ก่อนออกวิ่งออกจากห้องคอนโดไปทันที

 

..... อาชางมิน ช่วยหม่ามี๊ของยุนด้วย …..

 

.

.

.

.

.

 

 

เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้

 

เลขหมายที่ท่านเรียกไ

 

เลขหม

 

โทรไม่ติด

 

โอ๊ย ! จะบ้าตาย นี่เพื่อนเรามันตายไปแล้วรึยังไงวะ โทรศัพท์ก็ไม่รับ มีโทรศัพท์ไว้ปาหัวพี่ยามหน้าคอนดูรึไง จุนซูเดินไปบ่นไประหว่างทางไปโรงเรียน หน้าตาบูด ๆ ยามเช้าก็เพราะเจ้าเพื่อนตัวดียังไม่โผล่หัวออกมา ทั้ง ๆ ที่เวลานี้เป็นเวลาที่เขามักจะมาเจอกับยุนโฮทุกเช้านี่หว่า

 

หงุดหงิด หงุดหงิด

 

พี่ยาม อ๊ะ ! ใช่แล้ว ไปถามพี่ยามยูชอนดีกว่า คิดได้เท่านั้น นักวิ่งตัวขมังก็ติดสปีดรองเท้ามุ่งหน้าไปสู่คอนโดของเพื่อนชายทันที

 

ขาสั้น ๆ ซอยยิบจนมาถึงจุดปลายปลายทางเพียงไม่กี่นาทีกับระยะทางกว่าห้าร้อยเมตร  ทำไมเมื่อคืนไม่วิ่งให้ได้อย่างนี้ฟะ จุนซูคิดเล่นอย่างขำ ๆ  ก่อนจะมุ่งหน้าตรงดิ่งไปยังป้อมยามเพื่อหาใครบางคน จุนซูวิ่งปราดไปหน้าป้อม ก้มหน้ามองลอดผ่านกระจกบานใสเล็ก ๆ ตาเล็ก ๆ สอดส่ายไปทั่วด้านในก็ไม่พบอะไรนอกจากพัดลมเก่า ๆ กับเก้าอี้ไม้ที่โอนเอนเบา ๆ เหมือนไม้ที่ตอกไว้จะหลุด แถมด้วยวิทยุรุ่นพ่ออีกหนึ่งเครื่อง คอนโดนี้มันเขี้ยวเรื่องเงินเดือนเกินไปหรือเปล่านะ จุนซูคิดอย่างขำ ๆ ก่อนจะยืนหันหลังพิงหน้าป้อมยามเพื่อรอพบกับคนที่น่าจะนั่งอยู่ตรงนี้

 

ไปไหนนะ ? หรือคิดอู้งานไปขี่จักรยานเล่น  คงไม่มั้ง เด็กหนุ่มเจ้าปัญหาคิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย จนเวลาล่วงเข้าไปเก้าโมง ก็ยังไม่พบกับคนที่ตามหา อารมณ์ที่เดือดอยู่แล้วเริ่มครุกรุ่มทะแม่ง ๆ รอยย่นระหว่างคิ้วเผยขึ้นมา  อารมณ์ของจุนซูตอนนี้ คือ โกรธ โมโห บ้า ตกมัน ( ? ) อย่าให้ใครมาขวาง ขวิดไม่เลือกหน้าแน่นอน

 

เด็กหนุ่มก้าวออกมาเดินเข้าไปภายในตัวอาคารอย่างหลบแดดที่คุกคามเข้ามาเรื่อย ๆ พลันสายตาก็ไปสะดุดอยู่ที่ห้องเล็ก ๆ ใต้คอนโด ที่ถูกปิดทึบด้วยกระจกรมควันเบา ๆ  จุนซูเพ่งมองเข้าไปด้านใน เห็นเพียงร่างสูงคุ้นตา นั่งดูทีวีอย่างสบายใจ จุนซูเดินเข้าไปใกล้อย่างสงสัย  ความแน่ใจเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ป้ายขนาดใหญ่ ถูกติดไว้หน้าประตูกระจก

 

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอกภัย

 

พูดง่าย ๆ ก็คือ ร.ป.ภ. หรือง่ายกว่านั้น ก็คือยาม เด็กหนุ่มคิด  จุนซูถอนหายใจกับความบื่อตื้อของตัวเอง ก่อนจะผลักประตูเข้าไปด้านใน

 

แล้วทุกอย่างก็เหมือนแจ่มขึ้นทันที คนที่จุนซูเห็นนั่งดูทีวีนั่นแหละ คนที่เด็กหนุ่มตามหา  จุนซูเดินเข้าไปด้านหลัง ก่อนจะชะโงกหน้าข้ามหัวคนนั่งดูทีวีอย่างไม่เกรงใจ ชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก กะว่าจะยืนขึ้นแต่เพียงแค่จะขยับแค่นั้นแหละ ปากหนา ๆ ก็เข้าประชิดติดทนนานกับริมฝีปากอิ่ม ๆ แดง ๆ ของเด็กหนุ่มทันที จุนซูผละหน้าแทบจะเด้งออกมาเหมือนติดสปริงเทอร์โบ คนก่อเรื่องหน้าแดงก่ำ ผิดกับคนเผลอเคลิ้มที่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ( ? ) ก่อนจะเลี่ยงเปลี่ยนประเด็นอย่างชำนิชำนาญ

 

เอ่อ  น้องมาหาพี่รึเปล่าครับ น้ำเสียงเก็กเข้มเอ่ยถามคนตัวเล็กที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่หลังเก้าอี้

 

จุนซูมาหาพี่ยูชอนฮะ เสียงอู้อี้ในลำคอ ทำเอาชายหนุ่มต้องก้มหน้าฟัง พอจับใจความได้บ้างเล็กน้อย น้อยจนต้องถามกลับไปใหม่อีกครั้ง

 

น้องว่ามาหาใครนะครับ ? จุนซูตวัดสายตามองพี่ยามอย่างเคือง ๆ ก่อนจะเชิดหน้าตอบอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

 

มาน้ง มาน้องอะไรเล่า ก็บอกว่า จุนซูมาหาพี่ยูชอน พี่ยามยูชอนน่ะ ได้ยินไหมฮะ !!

 

ครับ ได้ยินแล้วครับ แล้วมาหาพี่มีธุระอะไรรึเปล่า ยูชอนตอบอย่างใจเย็น

 

ไม่มีแล้วจะมาหาเรอะ เอ๋อป่าววะ จุนซูค่อนคิดในใจอย่าโมโห คนบ้าอะไรมาขโมยจุ๊บเอากลางวันแสก ๆ ( ? ) อายเป็นบ้างไหมฮะ พี่ยามยูช๊อนนนนนนนนน !!

 

จุนซูจะมาถามพี่ยูชอนว่า เห็นเพื่อนผมไหมฮะ ยุนโฮน่ะ คิมยุนโฮ ? จุนซูถามออกไปอย่าสงสัย เมื่อพี่ยามรู้จุดประสงค์ก็ทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นตระหนกเล็กน้อย ทำเอาเด็กหนุ่มเริ่มใจไม่ดี กลัวว่าเพื่อนเขาจะเป็นอะไรไป ทำไงได้  มีเพื่อนกับเขาอยู่แค่คนเดียว

 

ทำไม เพื่อนผมเป็นอะไร ! นี่พี่ยูชอน บอกมาเร็ว ๆ หน่อยสิฮะ เดี๋ยวจุนซูไปดูใจเพื่อนผมไม่ทันนะฮะ แน่ใจนะว่าเป็นห่วงเพื่อนน่ะ คนถูกถามคิดอย่างละอายแทน

 

เอ่อ คนที่เป็นน่ะไม่ใช่เพื่อนน้องจุนซูหรอกครับ แต่เป็นแม่ของเพื่อนน้องตะหาก คุณแจจุงน่ะ  เห็นลูกเขาอุ้มขึ้นรถแล้วก็ขับออกไปอย่างเร็วเลย รู้สึกว่าจะมีเลือกออกด้วยนะ ตามตัวนี่เหมือนรอยอะไรข่วนสักอย่าง แดงไปทั้งตัวเลยล่ะ อ้าว น้องจุนซู จะไปไหนล่ะครับ เฮ้ ! รู้รึไงว่าโรงพยาบาลไหนน่ะ เดี๋ยวสิ เดี๋ยวพี่พาป๊ายยยยยยย  ! “  

 

ก็รีบปั่นมาเร็ว ๆ สิฮะ มัวแต่พูดอยู่นั่นแหละ ผมไม่ได้มายืนฟังพี่ยูชอนเล่านิยายหรอกนะ ผมเป็นห่วงเพื่อนโผ้มมมมมมมมมม

 

.

.

.

.

.

 

แสงไฟห้าห้องตรวจดับลง พร้อมกับทีมแพทย์ที่ทยอยเดินกันออกมา เด็กหนุ่มที่นั่งหัวชนกำแพงลุกขึ้นปรี่เดินเข้าไปหาแพทย์หนุ่มคุ้นเคย สายตาเรียวคมสอดส่ายหาว่าใครคือเขาคนนั้นจากชุดคลุมสีเขียวอ่อน ๆ พร้อมหมวกคลุมผมกับผ้าปิดปากที่แทบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

 

อาชางมิน ! ขายาวก้าวเข้าไปคว้าแขนของแพทย์ที่พึ่งก้าวออกมาจากห้องตรวจ สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามถูกส่งมายังเด็กหนุ่มที่ถือวิสาสะเกาะกุมแขนของเขาไว้ สีหน้าเป็นกังวลถูกส่งมาแทนคำตอบ  ไม่นานใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ไปไหนกับคนป่ายที่นอนอยู่ในห้องก็แจ่มชัดขึ้นมา

 

นี่ยุนโฮเองหรอเนี่ย อาก็นึกว่าเด็กที่ไหนซะอีก อ้อ เข้าไปหาแม่สิ ตอนนี้แจจุงไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แค่บาดเจ็บนิดหน่อยจากที่เขาพยายามทำร้ายตัวเองนั่นแหละ ไม่เป็นอะไรร้ายแรงหรอก ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะ อาชางมินพูดขึ้นมาก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้ซักถามอย่างหลีกเลี่ยง  ก่อนจะบ่ายเบี่ยงเดินผละไป

 

คำพูดที่ชางมินพูดไม่ได้ทำให้ยุนโฮรู้สึกสบายใจขึ้นมาสักนิด ถ้าเกิดว่าไม่มีอะไรร้ายแรง แล้วทำไมถึงต้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์ตั้งหลายคน ยิ่งกับท่าทางที่พยายามหลีกเลี่ยงจะพูดคุยกับเขาก็ยิ่งทำให้ความกลัวแล่นพล่านเข้าเกาะกุมจิตใจเขาอีกครั้ง  แค่นั้นเองหรอ สิ่งที่พูดมีแค่นั้นจริงหรอครับ อาชางมิน

 

ยุนโฮเดินเข้าไปหาร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง หากไม่มีแรงกระเพื่อมในช่วงอกเขาคงไม่อาจห้ามความคิดได้ว่า ร่างบางที่นอนแน่นิ่งอยู่นี้ไม่มีลมหายใจอยู่ นั่นก็เพราะว่าตามร่างกายที่สมควรจะขาวเนียนอย่างที่เคยสัมผัส กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยขีดข่วนมากมาย แถมบางที่ยังคงถูกผ้าพันแผลเอาไว้เพื่อห้ามเลือดอีก

 

เจ็บมากไหมครับ ถึงจะพยายามห้ามไม่ให้น้ำตาไหลมากแค่ไหน กลับทำให้มันไหลออกมาเหมือนเขื่อนแตก น้ำเสียงที่เคยทำเอาคนฟังหวั่นใจกลับแหบพร่าอย่างขาดเสียง ยุนโฮพยายามบังคับไม่ให้มือของคนสั่นยามสัมผัสใบหน้าของร่างบางที่หลับตานอนอยู่บนเตียงอย่างสงบ สัมผัสคุ้นเคย ใบหน้าที่คุ้นเคย กลับทำเอาหัวใจเจ็บแปลบ รัก รักจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร รักจนไม่รู้ว่ารักมากแค่ไหน รู้แต่ว่า รัก

 

คนที่เขารักเพียงคนเดียว ยังไม่อาจจะปกป้องได้  แล้วใครจะมารักคนอย่างเขากันนะ เด็กหนุ่มคิดอย่างสมเพชตนเอง มือหนาผละออกจากแก้มซีด พลางยกขึ้นมาปิดปากกั้นเสียงสะอื้นที่เหมือนจะดังขึ้นเรื่อย ๆ ยุนโฮก้าวถอยห่างจากคนที่เขารัก เสียงฝีเท้าออกวิ่งไปอย่างช้า ๆ ก่อนจะเร็วขึ้นจนคนวิ่งเองยังไม่รู้สึกถึง

 

นี่มันคืออะไร ความรู้สึกเจ็บปวดแบบนี้มันเรียกว่าอะไร ทำไม กัน?

 

..... ผมยังเด็กอยู่เลยนะครับ .....

 

หลังจากยุนโฮออกไปได้ไม่นาน   สติของแจจุงก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นผ่านเข้ามาอีกครั้ง  แจจุงเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด สายตามองตามบาดแผลตามร่างกายของตน พลางคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมานอนอยู่ที่นี่  ก่อนจะคิดถึงเด็กหนุ่มที่น่าจะอยู่กับเขาตอนนี้

 

ชางมินคงไม่ได้พูดอะไรออกไปนะ คิดถึงชางมิน ก็เหมือนชางมินได้ยิน

 

ร่างสูงในชุดกราวน์เดินเข้ามาหาคนป่วยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม  ก่อนจะลากเก้าอี้ข้างเตียงมานั่งลงข้างกาย  แจจุงส่งคำถามผ่านสายตาไปอย่างกลุ้มในความคิด

 

ผมไม่ได้บอกอะไรลูกคุณหรอกนะ ว่าแต่ทำไมอาการถึงกำเริบขึ้นมาได้ล่ะ ยาหมดหรือเปล่า ไม่รอจังหวะให้ร่างบางพูด คุณหมอก็พูดเองเออเองอย่างสันชาตญาณของอาชีพ  สีหน้าเป็นกังวลคลายกังวลลงอย่างเห็นได้ชัด

 

เปล่าหรอก ยาไม่ได้หมด ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอาการมันกำเริบขึ้นมาได้อย่างไง  คงเป็นเพราะ ฉันคิดมากไปหน่อยล่ะมั้ง แจจุงพูดอย่างไม่คิดมากกับเรื่องนี้  ผิดกับคนฟังที่เริ่มงัดเอาวิชาความรู้บวกกับประสบการณ์ของตนกับคนไข้เคสนี้มาวิเคราะห์อย่างละเอียด

 

ไม่น่าจะใช่แค่นั้น โรคนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่คิดมาก ชางมินเกิดอาการตกใจเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสาเหตุบางประการขึ้นมาได้

 

แจจุง ผมว่าคุณน่าจะเข้าตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งนะ  เพราะไม่แน่ว่าอาการของคุณอาจจะเกิดจากการพัฒนาของโรคก้าวผ่านชั้นแรกไปแล้วก็ได้ และมันก็อาจจะทำให้เป็นอันตรายได้ หากคุณไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ชายหนุ่มพูดอย่างตระหนกเมื่อนึกผลตามมาหากไม่รีบลงมือทำอะไรสักอย่างในตอนนี้ แต่กลับเป็นว่าต้องกลุ้มหนักกับคำพูดที่แจจุงขอ

 

ฉันคงไม่สามารถเข้ารับการตรวจในตอนนี้ได้หรอกนะ ชางมิน ถ้าฉันเข้าตรวจตอนนี้ ยุนโฮก็คงจะรู้เรื่องเข้า แล้วทุกอย่างก็อาจจะเปลี่ยนไป ฉันคงรับไม่ได้ แจจุงพูดอย่างเศร้า ๆ

 

แล้วชีวิตแจจุงล่ะ ทำไมถึงไม่คิดบ้างว่าถ้าเป็นอะไรไป มันก็ไม่ต่างจากที่ยุนโฮรู้ความจริง  !! “  ชางมินเผลอให้ความรู้สึกของตนครอบงำเหนือความเป็นจริง ตวาดใส่ร่างบาง

 

นี่มันคือสิทธิ์ของฉัน ร่างกายนี้เป็นของฉัน จิตใจนี้เป็นของฉัน ฉันจะเป็นจะตายมันเรื่องของฉัน  นายจะเดือดร้อนไปเพื่ออะไรกัน ชิมชางมิน แจจุงพูดอย่างใจเย็น ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ชางมินพูดล้วนเป็นความจริงทุกอย่าง เพราะหากว่าเขาตายไปโดยไม่ได้รับการรักษา มันก็ไม่ต่างจากที่ยุนโฮรู้ความจริงแล้วจะทิ้งเขาไป รู้ว่าคนที่หลอกให้รัก หลอกให้เป็นตัวแทนของใครบางคน คนที่เห็นแก่ตัวถึงขนาดสั่งสอนให้เดินไปในทางที่ผิด คนที่บังคับให้เรียกว่าแม่ทั้ง ๆ ที่มันไม่มีทางเป็นไปได้  

 

คนที่ยืนอยู่ได้ ด้วยการเข้าออกโรงพยาบาลทุกวัน เพื่อเข้ารับการบำบัด การฟื้นฟูสภาพจิตใจ คนขี้โรค ที่ต้องทานยาหลายสิบเม็ดต่อวันและทุกวันอย่างต่อเนื่อง คนที่ขาดยาไม่ได้อย่างเขา จะไปมีสิทธิ์รั้งตัวคน ๆ นั้นให้ใช้ชีวิตอยู่ไปกับเขาอย่างนั้นน่ะหรือ  แต่หากว่าเขาไม่เข้าใจผิดไปว่า ยุนโฮเองก็รักเขาจนถอนตัวไม่ขึ้นเหมือนกันล่ะก็  เหตุผลแค่นี้คงไม่ทำให้ยุนโฮเดินจากไปจากเขาได้ แต่เหตุผลที่เขากลัว ว่าเมื่อไรที่เด็กชายคนนั้นรู้ความจริงแล้วจะเดินหันหลังจากเขาไปโดยไม่หันกลับมามองคนอย่างเขาอีกเลย ก็คนบ้าอย่างเขา ใครจะไปทนอยู่ด้วยได้ เกิดวันดีคืนดี เราลุกขึ้นไปฆ่ายุนโฮ คิดเท่านี้ ก็คงไม่มีใครอยากเข้าใกล้แล้วล่ะ 

 

แจจุงยังคงฝืนยิ้มต่อหน้าชางมินคล้ายกำลังใจเต็มเปี่ยมที่กล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในเรื่องที่เกี่ยวพันถึงชีวิต แต่ถึงจะแสดงออกมาอย่างไร ก็ไม่อาจสั่งให้แววตาของเขาแสดงออกมาเช่นนั้นได้  ชางมินเอื้อมมือของตนหวังจะสัมผัสใบหน้าร่างบาง แจจุงหันหน้าหนี จึงทำให้มือหนาสัมผัสได้เพียงกลุ่มผมของตนเท่านั้น

 

ฉันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมนายถึงให้ความสำคัญกับยุนโฮ เด็กคนนั้นมากมายถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันโศกเศร้า พลางแค่นยิ้มอย่างรู้ว่าร่างบางจะตอบมาว่าอะไร

 

ก็ยุนโฮ เป็น ลูก

 

นายก็รู้ว่ามันไม่ใช่ !!! “ ชางมินเผลอตวาดร่างบางจนแจจุงเองยังรู้สึกตกใจ จนเผลอเรียกชื่อ

 

ชางมิน ...

 

ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมแล้ว คิมแจจุง !! นายอย่าหลอกตัวเองว่าที่นายทำอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องที่นายสร้างขึ้นมา ! ชองยุนโฮคนนั้นมันตายไปแล้ว มันตายไปตอนที่นายอายุได้แค่ 16 ใช่ !! มันตายไปโดยที่ไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนาย แต่นายก็ยังหลอก หลอกตัวเอง แล้วก็แสร้งทำเป็นหลอกกับทุกคน ใช่ แจจุง นายหลอกคนอื่นได้ ! แต่ฉันขอบอกนายไว้เลยนะ ว่านายน่ะ หลอกตัวเองไม่ได้ !! “

 

ชิมชางมิน !!!

 

ชองยุนโฮที่นายรักมันตายไปแล้ว แต่คนที่นายแสร้งเป็นรักมันคือ คิมยุนโฮ เข้าใจไหม ว่าชองยุนโฮกับคิมยุนโฮมันไม่ใช่คนเดียวกัน !!!!!! “ ความจริงอันแสนโหดร้ายถูกพรั่งพรูออกมาเสียหมดจนคนพูดเองยังอดตกใจไม่ได้ สิ่งที่อัดอั้นมาตลอดที่เขากักเก็บไว้ มันถูกปลดปล่อยออกมาให้คนตรงหน้ารับฟังหมดทุกอย่างแล้ว แต่ความเป็นจริงอันแสนร้ายกาจนี้เอง ที่แจจุงพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด

 

ไม่จริง !  ยุนโฮก็คือยุนโฮ จะไม่ใช่คนเดียวกันได้ยังไง  ไม่จริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง

 

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด !!!!!!!!!! “ สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง อาการที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ในตอนนี้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ร่างบางพยายามทำร้ายตัวเองเหมือนครั้งก่อนเข้าโรงพยาบาล  สายน้ำเกลือที่ถูกส่งผ่านเข้าร่างกายถูกร่างบางฉีกขาด จนเลือดไหลออกมาตามทาง หลังมือ

 

ชางมินกดสัญญาณขอความช่วยเหลือทันที มือหนาคว้าข้อมือแจจุงไว้ ก่อนที่ร่างบางจะทำร้ายตัวเองไปมากกว่านี้ แจจุงหอบหายใจอย่างยากลำบาก ตาสวยเหลือกขึ้นอย่างไร้สติ ไม่นานเหล่าทีมแพทย์พยาบาลก็กรูกันเข้ามา ชางมินเดินออกห่างปล่อยให้ร่างบางได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นมาอย่างรู้สำนึก หากเขาไม่พูดออกไปเช่นนั้น หากเขาจะทนเก็บความรู้สึกนี้ไว้คนเดียวอีกสักหน่อย แจจุงคงไม่ต้องเป็นเช่นนี้ เขาผิดมากใช่ไหมที่เป็นห่วงร่างบางออกนอกหน้า ผิดมากใช่ไหมที่กลัวว่าร่างบางนี้จะไม่หายเป็นปกติ ผิดมากใช่ไหม ที่รักคิมแจจุงคนนี้จนหมดหัวใจ  ก่อนเสียงเรียกจากแพทย์อีกคนจะเรียกสติให้กลับมา

 

คุณหมอชิม  ........

 

ครับ .... ลงมือได้เลยครับ ทันทีที่ได้รับการยินยอมจากแพทย์เจ้าของไข้ผู้หวงคนไข้เป็นชีวิตจิตใจ เหล่าแพทย์ก็กรูเข้าไปล้อมเตียงที่ร่างบางนอนนิ่งอยู่อย่างรวดเร็ว

 

ฉันหวังดีกับนายจริง  ๆ นะ    ชางมินพูดทิ้งท้ายก่อนที่เตียงเข็นจะถูกลากออกจากห้องตรวจไปอีกสถานที่หนึ่งทันที ชายหนุ่มเดินออกจากห้องตรวจที่ไร้ผู้คน ทันทีที่ออกมาด้านนอก ก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น แต่ชางมินยังคงรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับแจจุงด้วยการทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้าตัวต้องการ

 

อ้าว ยุนโฮ พาเพื่อนมาเยี่ยมมะ ...

 

บอกผมมาว่านี่มันเรื่องอะไร อาชางมิน 

 

….. ครั้งนี้ ฉันก็ยังคงหวังดีกับนายนะ คิมแจจุง .....

  

 

 

.

.

.

แม้ว่ากาลเวลาจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง  แต่มีอยู่หนึ่งเดียวที่ไม่มีสิ่งใดสามารถทำลายได้

เพราะนั่นคือสิ่งที่จะติดตามชีวิตจิตวิญญาณของทุกสรรพสิ่งบนโลก

 ทั้งเวลานี้หรือเวลาไหน นั่นแหละคือ ..... ความจริง

.

.

.

 

 

 

To Be Continue .....

ตัวตายตัวแทน [ 1 ]

posted on 30 Mar 2008 19:53 by zosazist  in Fiction

Title :: Coppy ตัวตายตัวแทน : part 1 ::

Author : ZosazisT

Category : Drama&Romantic

Pairing : YunHo & JaeJoong , Yoochon & Junsu , Changmin

 

          เสียงอึกทึกคึกโครมดังมาจากอาคารเรียนทรงสูงนับสิบชั้น ทั้งเด็กหนุ่มเด็กสาวล้วนวิ่งกันตามระเบียงอาคารอันคับแน่นอย่างรีบร้อน เมื่อสัญญาณของโรงเรียนดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่นั่นไม่อาจรวมถึงเด็กหนุ่มหน้าคมที่สามารถเดินแทรกผู้คนอย่างสบายได้ ขาเรียวหยุดชะงักลงหน้าประตูห้องหนึ่งที่เปิดแง้มพอให้เด็กผู้หญิงตัวบาง ๆ แทรกตัวผ่านไปได้ ใช่แล้ว นั่นคือไม่รวมถึงเด็กคนนี้

 

          วุ่นวาย เสียงรำพึงในใจของชายหนุ่มก็พอที่จะทำให้รู้ว่า เจ้าตัวนั้นตอนนี้อารมณ์อยู่ในสภาพไหน มือหนาเปิดประตูพอให้ร่างของบุรุษอย่างเขาเข้าไปได้ ยุนโฮเดินเข้ามาภายในห้องก็พบว่าโต๊ะมากมายที่เรียงรายอยู่ทุกที่มุมห้องถูกจับจองเสียหมด  ถึงแม้ว่าจะไม่มีคนนั่งทุกตัว แต่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ ๆ ก็ถูกนำมาจับจองเสียแทน  แต่เหมือนว่านี่จะไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรื่องนี้ ยุนโฮเดินผ่านเก้าอี้หลายตัว ก่อนจะหยุดลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหลังห้องที่มีกระเป๋าใบเล็ก ๆ วางอยู่บนโต๊ะ

 

          ผ่านไปหลายนาทีก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีอาจารย์คนไหนเข้ามา เด็กหนุ่มถอนหายใจพรืดใหญ่ เพียงไม่นานเปลือกตาหนาก็ปิดลงพร้อมกับแขนแกร่งที่ยกขึ้นกอดอดตัวเอง เสียงกระเป๋าบนโต๊ะถูกลากออกดัง ครืดยาว ๆ ตามด้วยน้ำเสียงแกมโมโหที่ดังขึ้นข้าง ๆ

 

          คุณเพื่อนยุนโฮ ฉันอุตส่าห์แหกขี้ตาแต่เช้า ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะมาจองที่หลังห้องสำหรับแกกับฉัน แต่แกทำอย่างกับไม่เห็นฉัน ทั้ง ๆ ที่หน้าหวาน ๆ ของฉันแทบจะลงไปซบกับโต๊ะแกอยู่แล้วเนี่ย แล้วไหน คำ ขอบคุณมีบ้างไหมฮะ พูดกับแกนี่เหมือนคนบ้าเลยว่ะ พูดด้วยก็ไม่พูดด้วย ไอ้บ้า เสียงแหบ ๆ เล็ก ๆ ดังขึ้นมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อย แต่สุดท้ายอกเล็ก ๆ ก็กระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรงจากการหายใจ ร่างเล็กเมื่อเห็นว่าคนพูดด้วยไม่สนใจ ก็หันกลับไปนั่งที่ของตนข้าง ๆ เด็กหนุ่มแทน  ใบหน้าติดหวานสวยเสมองไปคนละด้านกับคนทะเลาะด้วย พลางยกไม้ยกมือขึ้นค้ำหัวกลม ๆ ของตนไว้บนโต๊ะ

 

          อย่ามาทำเป็นงอนเหมือนเมื่อก่อนได้ไหมคิมจุนซู  ฉันขี้เกียจง้อ  ถึงปากจะว่าอย่างนั้น แต่เศษกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ก็ลอยไปแหมะอยู่บนโต๊ะของคนขี้งอน

 

          เลิกเรียนแล้วเดี๋ยวพาไปกินข้าวที่บ้าน รอยยิ้มบนใบหน้าสว่างขึ้นมาทันที เมื่อเจ้าเพื่อนตัวดียอมง้อเขาเหมือนเมื่อก่อน ถึงปากจะร้าย แต่ใจดีไม่เบาเลยแฮะ หน้าหวานคิด แต่รอยยิ้มหวาน ๆ เป็นอันต้องสะดุด เมื่อนึกถึงคนที่รอยู่ที่บ้าน  ..... แม่ของยุนโฮ    

 

          ..... ไม่น่าแกล้งงอนเลยเรา .....

 

          เสียงสัญญาณบอกเวลาหยุดลงพร้อมกับที่เสียงจอกแจกจะดังขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนในห้องล้วนยัดของใส่กระเป๋าเป้จนพองโต ก่อนจะรีบปรี่ออกจากห้องเหมือนว่าถ้าอยู่นานกว่านี้ ห้องเรียนจะระเบิดเสียอย่างนั้น ถ้าห้องนี้จะระเบิดจริง ๆ คงมีคนสองคนที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แน่ ๆ ทางยุนโฮเองก็ยังคงไม่รีบร้อนต่อเวลาเหมือนเดิม มือหนาก็ยังคงบรรจงยัดบรรดาหนังสือใส่ลงในกระเป๋าอย่างคนอื่น แต่ดูท่าว่าจะมีคนที่ไม่คิดจะทำอะไรที่ได้แต่นั่งอยู่เฉย ๆ ปล่อยให้เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นตามใบหน้า  ยุนโฮเหลือบมองคนตัวเล็กด้วยหางตา ก่อนจะแอบยิ้มขำกับปฏิกิริยาของคนขี้กลัว

 

          เป็นอะไร ? ไม่อยากไปบ้านฉันหรือไง ยุนโฮแกล้งถามทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบของเพื่อนตัวเล็กดี เมื่อครั้งก่อนที่เขาพาจุนซูไปที่บ้าน แม่ก็คิดว่าจุนซูคือคนรักของเขา ก็เลยพาลไม่ชอบหน้าเอาเสียดื้อ ๆ ทั้งแกล้งสารพัด ไม่ว่าจะแกล้งทำอาหารเผ็ด ๆ แกล้งทำน้ำหกใส่ นี่ยังไม่รวมถึงคำพูดเจ็บแสบที่เพื่อนตัวดีโดนตอกก่อนจะกลับออกมา เล่นเอาเขาเองอึ้งไปเหมือนกันว่าแม่ของเขาจะแอบร้ายซะขนาดนั้น ก็รู้ว่าแม่เองหวงลูกชายเพียงคนเดียวอย่างเขา ตั้งแต่นั้นมาจุนซูเองก็เลยพยายามเลี่ยงที่จะไปหาเขาที่บ้าน แม้แต่เดินเฉียดเข้าใกล้คอนโด ยังเลี่ยงเลย .....กลัวจนขึ้นสมองไปแล้วล่ะมั้ง  

 

ถ้าไม่รีบตามมา ก็เข้าบ้านเองคนเดียวละกัน ทั้ง ๆ ที่รู้ แต่ยุนโฮก็อดจะแกล้งจุนซูไม่ได้ แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คิด เมื่อมือเล็ก ๆ สาละวนกับหนังสือบนโต๊ะจนปกใหม่ ๆ ของหนังสือบางเล่มยับยู่ยี่ไปตามแรงกดทับของกระเป๋ากับเล่มที่ใหญ่กว่า ทั้งปากกาดินสอถูกยัดใส่ลงกระเป๋าอย่างไม่สนใจจนล่วงลงตามพื้นห้อง แต่เหมือนว่าเด็กหนุ่มจะไม่มีความคิดที่จะลงไปเก็บขึ้นมา เมื่อกระเป๋าใบเล็ก ๆ ถูกปิดลง กระเป๋าที่เคยแบนเรียบพองโตเสียจนแทบจะปริขาด จุนซูไม่สนสิ่งอื่นใด นอกจากเขวี้ยงกระเป๋าขึ้นหลังแล้วออกวิ่งตามร่างสูงที่ก้าวออกประตูไปก่อนล่วงหน้าแล้ว

 

  ยุนโฮ๊วววววววววววววววววว  รอเพื่อนแกด้วยเว้ยยยยยย !!

 

ทั้งสองเดินมาได้ไม่นานก็เปลี่ยนเส้นทางเดินเข้าคอนโดที่ยุนโฮกับแม่อาศัย ร่างสูงแอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของคนข้างกาย เมื่อสังเกตเห็นว่าขาสั้น ๆ ทั้งสองนั้นเริ่มจะเดินเอื่อยลง จนแทบจะลากขาเดินเลยด้วยซ้ำ สงสัยจะกลัวเข้าจริงแฮะ เสียงลิฟต์ตัวหรูดังขึ้นเมื่อถึงชั้นที่เด็กหนุ่มกดไว้ แสงสีเหลืองบนตัวเลขดับลง พร้อมกับที่ประตูบานเหล็กเปิดออกกว้าง ยุนโฮคว้าแขนคนถ่วงเวลาแล้วรีบเร่งเดินไปตามทางจนสุดทางเดิน แขนแกร่งยกขึ้นดูเวลา ก่อนจะถอนหายใจออกมาพรืดใหญ่

 

คีย์การ์ดถูกหยิบยกขึ้นมาใช้  เสียง กริ๊กดังขึ้นเบามือเมื่อล็อคประตูถูกปลดออก ประตูหนาแง้มเปิดพอให้แทรกฝ่ามือเข้าเปิดได้ ความเย็นภายในห้องแผ่กระจายออกมาปะทะใบหน้าให้ขนลุกกันตาม ๆ กัน  มือจุนซูเย็นเฉียบเมื่อเดินผ่านเข้ามาภายใน ยุนโฮดันบานประตูให้ปิดลง อย่างเบามือ ด้วยที่มือหนาเองยังไม่คลายจากท่อนแขนเล็ก

 

กลับมาแล้วหรอ ยุน’ “ เสียงหวานดังมาก่อนที่ตัวคนพูดจะเผยมาให้เห็น  แจจุงเดินออกมารับหน้าประตู รอยยิ้มตามแบบคนอารมณ์ดีปรากฏให้เห็นบนใบหน้าสวย สายตาที่จับจ้องหน้าเด็กหนุ่มตวัดมองคนข้างกายทันที ตานิลสบตากับคนตาเล็กแบบไม่กระพริบตา ทั้ง ๆ ที่ตาเล็ก ๆ แทบจะมุดกลับเข้าไปด้านหลัง ใบหน้ามุดก้มต่ำจนแจจุงเองต้องก้มมองไปด้วย  รอยยิ้มที่แสนหวานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นยิ้มที่จุนซูเกลียดเข้าไส้

 

ยุนโฮรีบปรี่เข้าไปกอดร่างบางไว้ ก่อนจะกระซิบบางอย่างกับร่างบาง ซึ่งก็ได้ผลตามคาดเมื่อแจจุงเลิกสนใจคนตัวเล็กที่แทบจะไปยืนอยู่ตรงซอกประตู แล้วหันหลังเดินเข้าครัวไปอย่างซ่อนเสียงหัวเราะ

 

แล้วนายไปยืนตรงนั้นทำไม ? กลัวจิ้งจกบ้านฉันไม่มีเพื่อนคุยว่างั้น ? ยุนโฮพูดอย่างซ่อนเสียงหัวเราะ เมื่อคนที่ว่าตัวเล็กแทบติดดินไปยืนอยู่ตรงริมซอกประตู  ใบหน้าที่ก้มต่ำเงยหน้าขึ้นมามอง ตาเล็ก ๆ เหลือบซ้ายแลขวา ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ขาที่ว่าสั้นยืดตรงอย่างเต็นสัดส่วน ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เด็กหนุ่ม

 

นายพูดอะไรกับแม่นายอ่ะ แม่นายถึงไม่กินฉันเนี่ย    ยุนโฮยักไหล่อย่างไม่สนใจ ก่อนจะเดินพาเพื่อนตัวดีเข้าไปนั่งรอในครัว จุนซูรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย ใช่ น้อยเหมือนไม่รู้สึกนั่นแหละ ก่อนจะเดินตามทางที่ร่างสูงพาไปจนแทบจะกลายเป็นคนเดินนำ

     

ทั้งสองคนนั่งดูแผ่นหลังเล็ก ๆ ขยับไปมาอย่างวุ่นวาย ก่อนที่เสียงหวาน ๆ จะเอ่ยเรียกใครบางคนให้ลุกไปช่วยอย่างรู้งาน อาหารหลากหลายสีสันถูกยกออกมาจัดเรียงจนเต็มโต๊ะอาหาร จุนซูแอบกลืนน้ำลายก้อนใหญ่เมื่อกลิ่นหอมยั่วยวนลอยคละเข้ามาอย่างอยากจะแกล้ง จานอาหารจานสุดท้ายถูกวางลงพร้อมกับที่เจ้าบ้านทั้งสองจะนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับแขกที่กำลังจ้องมองอาหารไม่วางตา  แจจุงแอบสบตากับยุนโฮด้วยแววตาที่สั่นระริกกับการที่ต้องกลั้นเสียงหัวเราะกับตาโต ๆ ของจุนซู

 

นี่ ที่ฉันจำได้หนูเป็นเพื่อนกับยุนโฮตั้งแต่ประถมใช่ไหม

 

ใช่ฮะ ตั้งแต่ประถม เหมือนกับถูกไฟลนเมื่อได้ยินแจจุงถามออกมา เมื่อคิดได้ว่าพูดอะไรออกไปแบบนั้น จุนซูก็ยิ่งเหงื่อตกมากขึ้น พลางหันไปขอความช่วยเหลือจากคนที่กำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย จุนวูแอบกลืนน้ำเหนียว ๆ ลงคออีกครั้งเมื่อกระเพาะอาหารเริ่มส่งเสียงประท้วงบ้าง

 

กลัวฉันมากเลยรึไงฮะ แจจุงยังคงไม่ยอมให้ร่างเล็กกินข้าวอย่างง่าย ๆ แต่ทั้ง ๆ ที่พยายามกลั่นเสียงหัวเราะเพียงใด ก็ไม่ทำให้น้ำเสียงที่เก๊กเข้มหม่นลงไปได้ คนถูกถามไม่ตอบได้แต่แอบสบตากับร่างบางเป็นครั้งคราว สุดท้ายแจจุงก็ยั้งตัวเองไม่อยู่ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ทำเอาคนข้าง ๆ ที่กำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ สำลักออกมาอย่างตกใจ ทางจุนซูเองก็คงไม่พ้นมีเครื่องหมายคำถามเต็มหน้า

 

ไม่ต้องกลัวหม่ามี๊หรอกนะ เมื่อก่อนหม่ามี๊แค่เข้าใจหนูผิดไปเล็กน้อยเท่ากองขี้หมา แต่เดี๋ยวนี้หม่ามี๊ไม่คิดมากเรื่องหนูแล้วล่ะ ต่อไปนี้หม่ามี๊เองก็ขอฝากยุนโฮให้หนูจุนซูดูแลด้วยละกัน อย่าให้มดไต่อย่าให้ชะนีตอม พูดไปก็หัวเราะไป ทำเอาหนูจุนซูงงจนตามไม่ทัน

 

เอ่อ คุณน้า เอ้ย คุณอา หรือว่าคุณแจจุง  เอ่ เอาเป็นว่า จุนซูเรียกหม่ามี๊ละกันนะฮะ คือหนูจุนซูจะถามว่า ตอนนี้จุนซูหิวจนไส้กิ่วแล้วอ่ะฮะ กินเลยได้ไหมฮะ สีหน้าที่ดูอิดโรยบวกกับร่างเล็ก ๆ ที่งอตัวจนคางเกยกับโต๊ะอาหาร ทำเอาแจจุงชื่นชมกับความเป็นกันเอง ก่อนจะยิ้มให้เป็นคำตอบแทน จุนซูยิ้มโชว์ฟันเต็มที่ก่อนจะลงมือตักอาหารหลากสีหลากกลิ่นมาไว้ในจานตัวเองจนพูนเต็มไปหมด แต่เพียงไม่นานจานพูน ๆ ก็เหลือเพียงเศษกระดูก เศษก้างชิ้นน้อย ๆ แทน แจจุงปล่อยให้ทั้งสองกินข้าวต่อไป แต่กลับปลีกตัวออกเข้าห้องนอนไปอยู่คนเดียว  ยุนโฮสังเกตว่าในห้องเงียบผิดปกติ  หันไปมองในครัวก็ไม่เห็นคนที่มองหา ก่อนจะหันไปมองประตูโอ๊คบานเล็ก ก็ยิ้มกับตัวเองอย่างมีความหมาย ยุนโฮลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร ก่อนจะหันหลังเดินไปทางประตูโอ๊ค

 

อิ่มแล้วก็กลับไปเลยละกัน ถ้าไม่กล้ากลับบ้านคนเดียวก็โทรให้คนที่บ้านมารับ แต่ดึกขนาดนี้โทรไปคงโดนด่ากลับมา งั้นให้พี่ยามที่กำลังจะออกเวรไปส่งนายแทนละกัน ร่างสูงพูดขึ้นมาอย่างไม่คิดจะสนใจคนฟัง ก่อนจะหายไปหลังประตูเล็ก ๆ นั้น

 

คิดจะไล่ก็ไล่เลยรึไงวะ กลับก็ได้ ไหน ๆ ก็อิ่มแล้ว ฮ้า สบายใจจริงวุ้ย จุนซูคิดอย่างเข้าใจตัวเองก่อนจะพาร่างเล็ก ๆ ที่เริ่มมีพุงออกมาหน่อย  ๆ จากอาหารมื้อใหญ่ ออกจากห้องคอนโดหรูอย่างใจลอย     

 

จุนซูเดินออกมาจากคอนโด แต่ขาสั้น ๆ ก็ต้องชะงักเมื่อนึกถึงคำพูดของเพื่อนซี้ จะกลับยังไงอ่ะ ถูกอย่างที่ยุนโฮว่า ถ้าเราโทรกลับไปที่บ้านให้มารับคงโดนบ่นเรื่องกลับบ้านดึกชัวร์ ถ้าอย่างนั้นคงต้องไปขอร้องให้พี่ยามไปส่งที่บ้านแทนล่ะมั้ง เอ๋ เดี๋ยวสิ เราไม่เคยแม้แต่จะยิ้มให้เลยนี่หว่า แล้วอยู่ ๆ จะให้เข้าไปบอกว่า ช่วยไปส่งผมที่บ้านได้ไหมฮะ อย่างนี้น่ะหรอ  บ้าแน่ ๆ เดินกลับเองก็ได้วะ แค่ไม่กี่กิโลเอง เหอะๆ

 

..... ประชดนะ นี่คือคำประชด .....

 

จุนซูส่ายหัวกับความคิดบ้า ๆ ของเขา พลางสะบัดหัวกลม ๆ เล็ก ๆ ไปมา ก่อนจะเดินผ่านหน้าป้อมยามหน้าคอนโดไปอย่างไม่สนใจ  ขาเล็กเริ่มจ้ำอ้าวเมื่อไฟข้างทางเริ่มอยู่ห่างกันมากขึ้น นาน ๆ ครั้งถึงจะมีไฟทางให้ซักที บรรยากาศรอบตัวเริ่มแปลกไปเรื่อย ๆ ทั้งเย็นลงเสียจนน่าขนลุก แสงไฟด้านหน้าทำเอาจิตใจที่หดรีบของจุนซูพองโตเอิบขึ้นมาอย่างดีใจ เสียงฝีเท้ารีบซอยปรี่เดินเข้าไปหา แค่ระยะห่างไม่กี่เมตรก็พอที่จะให้เด็กหนุ่มเห็นได้ว่าอะไรเป็นอะไร

 

..... กลุ่มมั่วยา .....

 

เสียงฝีเท้าที่หยุดลงใกล้ ๆ เรียกความสนใจให้คนทั้งกลุ่มหันมามอง ดวงตาที่เหม่อลอยอันเป็นพฤติกรรมของคนติดยาเริ่มปรากฏให้เห็น เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลกไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์ตามข่าวจะเกิดขึ้นกับตน นี่เราคงไม่โดนไอ้พวกนี้ข่มขืนแล้วฆ่าหมกป่าหรอกนะ จุนซูคิดอย่างสงสารตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่กลุ่มวันรุ่นนี้จะถึงตัวเด็กหนุ่ม  แสงไฟเล็ก ๆ ก็ส่องสว่างมาแยงตาของคนพวกนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงที่แยงตานั่นหรือไม่ที่ทำให้คนพวกนั้นพากันแตกตื่นกันจ้าละหวั่น  จุนซูหันหลังไปมอง ก็ไม่พบว่าจะมีอะไรให้คนพวกนั้นต้องวิ่งหนี กับอีแค่

 

จักรยาน...ไฟฉาย...กระบอง...ยาม

 

ถูกเผงเลย ยามหน้าคอนโดที่เขาเพิ่งเดินผ่านมานั่นแหละ จุนซูหันกลับไปมองกลุ่มเด็กเมื่อครู่ ลางคิดอย่างปลงตก ..... นี่มันกลัว ยามหน้าคอนโดเนี่ยนะ ..... รอยยิ้มหยันถูกยกมาไว้บนหน้าหวาน

 

นี่คุณครับ ให้ผมไปส่งไหมครับ ดึกเอาป่านนี้มันน่ากลัว แถมอันตรายยังมีรอบตัวคุณอีกด้วย  เสียงเข้ม ๆ เอ่ยทักอย่างเป็นห่วง ก่อนจะลากจักรยานให้มาเทียบเคียงข้างร่างเล็ก

 

ไม่รบกวนหรอกฮะ จุนซูพูดอย่างวางเชิงในมาด แต่จริง ๆ ก็อยากมีคนพาไปส่งเหมือนกัน เพราะว่าถ้าเจอพวกนั้นอีก เค้าคงไม่โชคดีแบบครั้งนี้  แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่จุนซูหวัง เมื่อจักรยานกับยามคนนั้นผ่านหน้าเขาไปเฉย จุนซูเบิกตากว้างเมื่อเห็นท้ายล้อจักรยานอยู่ไกล ๆ ตา ทันเท่าความคิดขาที่เคยถูกดูถูกว่าสั้นกลับใช้งานได้อย่างสมสถานการณ์ เมื่อเด็กหนุ่มวิ่งเร็วจี๋จนท้ายรถจักรยานเริ่มใกล้สัมผัสเพียงเอื้อมมือ เร็วกว่าเสียงเมื่อมือเล็ก ๆ คว้าที่นั่งท้ายจักรยานจนคนขับต้องหันมามองก่อนจะทำหน้าเหวอเมื่อล้อรถเริ่มบังคับไม่อยู่ เอียงซ้าย.....เอียงขวา จุนซูคิด และตัวของคนคิดก็ไปตามดังที่คิดด้วย เพราะว่ามือเล็ก ๆ ยังคงกันเหนียวไม่ปล่อยท้ายรถ จนในที่สุดก็ไม่อาจต้านแรงต้านทานได้เซทิ่มลงถนนข้างทาง จนเกิดเสียงดังสะนั่นไปทั่วทั้งซอย รถจักรยานล้มลงกองกับพื้นล้อหมุนอยู่ริมถนน ผิดกับคนร้ายที่ยืนเกาหัวแกรก ๆ มองดูผลงาน   แล้วทีนี้จะกลับอย่างไงวะเนี่ย  จักรยานไม่มี กลับไม่ได้ เสียพลังงานวิ่งชิบเป๋ง  จุนซูส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่าย เตรียมท่าจะออกเดินต่อ แต่เสียงแข็ง ๆ ก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน

 

นี่น้อง ทำบ้าอะไรครับเนี่ย ทำผมเสียหายแล้วจะชิ่งหรอครับ คนจะชิ่งหันไปหาต้นตอของเสียง แต่หายังไงก็หาไม่เจอ แต่สายตาก็ไปสะดุดอยู่ด้านข้างจักรยานที่ด้านล่างเป็นเศษกิ่งไม้แห้งที่ล่วงลงมาทับถมเป็นเวลาหลายวัน จุนซูหลุดหัวเราะกร๊ากกับสภาพของพี่ยาม หมวกประจำตำแหน่งหลุดหล่นออกจากหัว เผยให้เห็นทรงผมกิ๊บเก๋ ที่เหมือนรังนก เวลาเอาไว้ฟักไข่ ยิ่งเป็นหน้าตาเหมือนคนโดนดุจากเจ้านายแล้ว โอ๊ยยยย สุดจะบรรยาย  เด็กหนุ่มหัวเราะเสร็จก็เดินดิ่งเข้าไปหาคนเจ็บ ก่อนจะลงนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้า มือเล็กยื่นไปข้างหน้าอย่างสื่อความหมาย ใบหน้าเล็ก ๆ ยื่นไปใกล้คนทำหน้าบูด ก่อนที่ฟันขาวจะออกเผยโฉม แถมด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเวลาม้าวิ่ง ฮี่ ฮี่นี่แหละ ตัวจริงของจุนซู  

 

มือใหญ่กว่าเอื้อมมาหวังจะตอบรับความหวังดีของเด็กตัวแสบที่ทำเรื่องแล้วยังมายิ้มอยู่ได้ แต่ก็ต้องค้างอยู่กลางอากาศเมื่อมือเล็กเอื้อมไปปัดผมของเขาเล่นแทน เศษใบไม้แห้ง ๆ ล่วงกราวลงมาจากบนหัว นี่ยังไม่รวมถึงเศษฝุ่นที่ล่วงลมเป็นกองพะเนินนี่อีก มือเล็ก ๆ ยังคงวุ่นอยู่กับหัวของเขา ปัดไปปัดมา ตอนแรกก็เหมือนจะหวังดี แต่หลัง ๆ เหมือนจะโดนเด็กหลอกตบหัวอย่างไงไม่รู้สิ

 

พอ ๆ ไม่ต้องมายุ่งกับหัวพี่แล้วครับน้อง หวังว่าคงมีคำแก้ตัวนะครับ คนถูกหลอกตบหัวเบี่ยงหัวออกจากมือเล็ก ๆ ก่อนจะพยายามดันตัวเองขึ้นมาจากข้างถนน ขึ้นมาจัดการกับจักรยานที่ล้อยังคงหมุนฟรีอยู่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอย่างลำบากใจ

 

ผมก็แค่อยากจะขอติดรถกลับด้วย นะฮะ คุณพี่ยาม ที่ผมทำพี่ยามเจ็บตัวเอาเป็นว่าผมขอโท๊ดดดดดดดด คำขอโทษที่ออกมาจากริมฝีปากเล็ก ๆ ทำเอาชายหนุ่มอึ้งกับน้ำเสียงที่สุดแสนจะได้ใจ คนถูกขอโทษไม่พูดตอบด้วย แต่กับหันหน้าพยายามซ่อมจักรยานที่เสียสมดุลของตนอีกครั้ง

 

เอ้า เสร็จแล้วน้อง จะไปยัง นั่งหลับไปแล้วรึไง งั้นพี่ไปก่อนนะ เสียงรถจักรยานถูกยกขึ้นมาตั้งขนานโลก ทำเอาคนหลับในสะดุ้งตื่นทันที เสียงโวยวายดังขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าพี่ยามกำลังจะจากไป

 

เฮ้ !! เดี๋ยวสิพี่ยาม พี่ยามฮะ พี่ย๊ามมมมมมมมมมม พี่ยาม ย่าม ย้าม ย๊าม ย๋าม พี่ยามคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบ ทั้ง ๆ ที่ตะโกนออกไปอย่างนั้น แต่คนตัวเล็กคงไม่คิดที่จะกลับบ้านจริง ๆ เมื่อรากได้งอกออกมาใต้รองเท้าเขาเสียแล้ว 

 

วิ่งตามมาสิคร๊าบบบบบบ ไวเท่าความคิด รากใต้รองเท้าถูกถอดออกมาอย่างรวดเร็ว จุนซูกระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยานอย่างไม่กลัวหล่น  มือเรียวคว้าเอวคนขับไว้ทันทีเมื่อทรงตัวได้อย่างสบายใจ ผิดกับคนถูกกอดที่สะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ สายตาเหลือบลงมามองแขนขาว ๆ ของคนด้านหลัง พลางยิ้มออกมาอย่างระอา

 

นี่ พี่ยาม ทำไมพี่ออกมาไกลจากคอนโดนักล่ะ  อู้งานหรอ ร่างเล็กถามเสียงแจ๋ว พลางกระดิกขาเล่นอย่างเคยชิน

 

ถ้าน้องไม่คิดว่าจะเปลืองน้ำลาย ก็เรียกพี่ว่า ยูชอนละกันนะ พี่ไม่ค่อยชินเวลาน้องเรียกว่าพี่หยามน่ะ  แล้วถ้ายังอยากจะกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ น้องช่วยนั่งเฉย ๆ ได้ไหม พี่ขี้เกียจซ่อมรถ ถึงคราวที่ยูชอนหมดความอดทน ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเสียหมด ทำเอาจุนซูเองนั่งนิ่งเป็นหุ่นขี้ผึ้งไม่กระดิกตัวเลยสักนิด แต่ไม่นานเด็กน้อยก็เรียกชายหนุ่ม

 

พี่ยูชอนฮะ บ้านผมเลี้ยวซ้ายนะฮะ ถึงทางแยกยูชอนก็เลี้ยวซ้ายตามคนบอก บ้านหลังใหญ่เด่นชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนชายหนุ่มเองก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง ฝีเท้ายังคงปั่นจักรยานต่อไปเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ จนสุดท้ายทางข้างหน้าก็ไม่สามารถไปต่อได้

 

..... ทางตัน .....

 

ไม่ต้องสงสัยหรอกฮะ ก็พี่ยูชอนขับเลยบ้านผม เสียงเล็ก ๆ ยังคงแฝงความทะเล้นไว้อยู่ตลอด

 

..... แล้วทำไมไม่บอกล่ะฟะ …..

 

ยูชอนปั่นจักรยานกลับทางเดิม พลางใช้ความคิด บ้านในซอยนี้มีสองหลัง แล้วมันหลังไหนล่ะ ไอ้เด็กจองทะเล้นนี่ก็นั่งอย่างเดียว ไม่บอกทางกับสารถีอย่างผม แล้วผมจะไปตรัสรู้รึไงว่าบ้านน้องน่ะ หลังไหน ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่ชายหนุ่มเองก็ตัดสินใจไม่ถาม รูปร่างหน้าตาอย่างนี้คงเป็นลูกคุณหนูล่ะวะ  ชายหนุ่มเลยคิดเอาเองว่าคงเป็นบ้านหลังใหญ่หลังนั้น พอจอดได้เท่านั้นแหละ

 

จอดทำไม นี่ไม่ใช่บ้านผม ก็บอกมาสิวะ ว่าบ้านผมน่ะ บ้านไหน .....ยูชอนคิดอย่างท้อใจ  แต่ก็ยอมปั่นจักรยานต่อ  ไปหยุดเอาบ้านหลังตรงข้ามแทน

 

ขอบคุณนะครับที่มาส่งถึงบ้านเลย ไว้มาส่งผมอีกนะครับ บ๊ายบายฮะ พี่ยูชอนสุดหล่อ จุนซูพูดทิ้งท้ายก่อนจะวิ่งหนีเข้าบ้านไปอย่างเร็ว ยูชอนถอนหายใจอย่างเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ แต่สายตาดันไปสะดุดอยู่ตรงป้ายชื่อหน้าบ้าน

 

..... คิมจุนซู .....

 

เร็วเท่าสมองสั่งการหัวยุ่ง ๆ หันไปมองป้ายชื่อบ้านฝั่งตรงข้ามทันที

 

..... ตระกูลคิม .....

 

เออ เอาเข้าไป

 

.

.

.

.

.

 

ภาพกาลเวลาตอนกลางคืนช่างดูเงียบเหงา สมกับเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนไม่ก้าวออกจากบ้าน แสงจากตึกรามบ้านช่องเห็นเพียงยิบตาเมื่อมองมาจากมุมสูงจากห้องใจกลางคอนโดหรูแห่งนี้  เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นจังหวะ ติดต่อกันหลายครั้ง จนทำให้สติที่หลุดลอยกลับมาอีกครั้ง มือบางคว้าโทรศัพท์ขึ้นแนบข้างหู

 

ว่าไง ชางมิน มีอะไรหรือเปล่า นี่เลิกงานหรือยังล่ะ อืม กำลังจะนอนแล้วล่ะ  อืม กลับบ้านดี ๆ นะ จ้า บ๊าย บาย

 

อาชางมินอีกแล้ว โทรมาได้ทุกคืน เสียงที่พึ่งแตกหนุ่มห้าวขึ้นมาอย่างจงใจ  พลางกระชับแขนแกร่งคว้าเอาบางในชุดผ้าแพรมันมือเอาไว้อย่างหลวม ๆ พลางเกยคางไว้บนไหล่เล็กอย่างเคยชิน ด้วยความสูงของชายชาตรีที่สูงเกือบ 180 ในวัยเช่นนี้ถือเป็นเรื่องไม่แปลกเท่าไรนัก 

 

หึงรึไงเรา เสียงหวานถามอย่างลองเชิง แต่ริมฝีปากบางกลับประทับจูบลงบนแก้มของคนขี้อ้อนอย่างเอาใจ  ยุนโฮหันหน้ามาจ้องร่างบาง ก่อนจะถามออกไปเสีย

 

หึงได้ด้วยหรอฮะ ยุนหึงหม่ามี๊ได้ด้วยหรอ ตาเคยเรียวกลับกลมโตเสียจนน่ารักเต็มประดา แจจุงยิ้ม ๆ กับท่าทางของลูกชาย

 

ฮื่อ ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ พูดพลางวางมือบางลงบนท่อนแขนแกร่งของคนด้านหลังที่ยังคงกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น เสียจนแจจุงตัวงอ

 

งั้นตอนนี้ยุนก็หึงหม่ามี๊ หึงหม่ามี๊กับอาชางมิน !! ถึงจะเป็นคนสอนให้ลูกรู้จัก หึง แต่ก็อดจะอายไม่ได้เมื่อสีหน้าของคนที่บอกหึงดูจริงจังเสียจนหวั่นใจ ร่างบางอมยิ้มกับปฏิกิริยาของยุนโฮ พลางคิดถึงชองยุนโฮอีกครั้ง ว่าถ้าเด็กคนนี้คือคุณจริง ๆ ฉันคงรักคุณมากยิ่งกว่าเดิมเสียแล้ว  เสียง โอ๊ะ ดังออกมาจากริมฝีปากบางเมื่อร่างบางถูกช้อนขึ้นด้วยเด็กหนุ่ม แจจุงสบตาวายร้ายก็พบกับแววตากรุ้มกริ่มเสียชวนขนลุก  ร่างบางถูกวางลงบนเตียงนุ่มอย่างทะนุถนอม ก่อนจะถูกโถมน้ำหนักทับด้วยร่างกำยำของเด็กวัยเรียน

 

..... ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนาน .....

.

.

.

สุขสมกับความสุขให้ได้ทุกนาที      แม้แต่เสี้ยววินาทีก็อย่าให้ขาดหาย

แม้แต่วันเวลาวารีย่อมมลาย          สรรพสิ่งจักสลายด้วยกาลเวลา

.

.

.

  

 

To Be Continue .....